ReadyPlanet.com




พิธีแต่งงานแบบจีน article

พิธีการแต่งงานแบบจีน

ดูฤกษ์ยามดี 

ฤกษ์ยามมงคลเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ เพราะลำดับขั้นของคนจีนเริ่มจากการสู่ขอเหมือนของคนไทย แล้วให้ผู้ใหญ่ฝ่ายชายเอาดวงของทั้งคู่รวมถึงดวงของพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายให้ซินแสทำการ ซึ้งเมี้ย (ผูกดวง) เมื่อได้ฤกษ์ยามดีมาแล้ว ฝ่ายชายจะทำการ ทงใจ๋ คือส่งข่าวรายละเอียดให้ฝ่ายหญิงทราบ ว่าต้องตัดผม ตัดชุดแต่งงาน วันไหนเวลาอะไร เพราะดวงที่ซินแสให้มานั้นจะระบุละเอียดตั้งแต่ฤกษ์แต่งงาน ฤกษ์แต่งหน้าทำผม ฤกษ์ตัดชุด ฤกษ์เข้าหอ และบางครั้งจะมีฤกษ์คลอดลูกมาให้เสร็จสรรพ

เจ้าสาว-เตรียมของออกเรือน

 เพื่อไม่ให้ฝ่ายเจ้าบ่าวว่าได้ว่าเจ้าสาวมาแต่ตัว ต้องมีของติดมือไปบ้างตามฐานะ ที่ขาดไม่ได้คือเอี๊ยมแต่งงาน ทำจากผ้าแพรสีแดงตรงกลางเป็นกระเป๋าปักตัวหนังสือ แป๊ะนี้ไห่เล่า แปลว่าอยู่กินกันเป็น 100 ปี ในกระเป๋าใส่ โหงวเจ๋งจี้ เมล็ดพืช 5 อย่าง ห่อกระดาษแดงเสียบปิ่นทอง มีต้นชุงเฉ้า (หน้าตาเหมือนต้นกุยฉ่าย) 2 ต้นเสียบให้ปลายโผล่ขึ้นมา หากเจ้าสาวมีฐานะดีจะผูกเอี๊ยมด้วยสร้อยคอทองคำ หนัก 4 บาท เพราะเลข 4 เป็นเลขดีออกเสียงพ้องกับคำว่า สี่ แปลว่าดี ส่วนความหมายของของในเอี๊ยมเป็นเคล็ดให้มีลูกมีหลานสืบสกุล มีความเจริญก้าวหน้า นอกจากนี้ต้องมีของใช้ส่วนตัวของเจ้าสาวติดมือไปด้วย อาทิ กะละมัง ถังน้ำ กระป๋องน้ำ สีแดงอย่างละ 2 ใบ กระโถน 1 ใบ กระจก กรรไกร ด้าย เข็ม ตะเกียบ ชุดน้ำชา เครื่องนอน (หมอนหนุน หมอข้าง ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม) หวี 4 เล่ม ซี้ซี้อู่หอซิว แปลว่าทุกๆ เวลาจะมีทรัพย์ และที่สำคัญต้องมีพัดแดงไว้ถือตอนส่งตัว

เจ้าบ่าว-เตรียมเครื่องขันหมาก

 ฝ่ายชายจะจัดสินสอดและทองหมั้นให้ตามที่ฝ่ายหญิงเรียก แต่ส่วนใหญ่การเตรียมทองหมั้นจะเตรียมเป็นทอง 4 อย่างที่เรียกว่า สี่เอี่ยกิม ซึ่งประกอบด้วย กำไลทอง ต่างหูทอง สร้อยทอง และเข็มขัดทอง เครื่องขันหมากอื่นๆ นิยมมีส้มเช้งผลเขียว กล้วยทั้งเครือ ถ้าได้กล้วยที่กำลังออกลูก นับแล้วได้เลขคู่ยิ่งดี อ้อย 1 คู่ยกมาทั้งต้น ทั้งหมดติดอักษร ซังฮี่ สีแดง แปลว่า ความยินดีของคู่บ่าว-สาว เครื่องของคาว นิยมจัดเป็นชุดหมูสด ประกอบด้วย หัวหมูพร้อมหางและเท้าทั้ง 4 ที่ตัดเล็บเรียบร้อยแล้ว ขาหมู และเนื้อหมูส่วนท้อง ทั้งหมดติดอักษร ซังฮี่ ขนมหมั้นขนมแต่งงาน เป็นเรื่องที่ฝ่ายหญิงจะต้องเป็นผู้กำหนดจะมี 4 ชนิดหรือ 5 ชนิดก็แล้วแต่ เช่นขนม 4 ชนิด(สี่เซ็กทึ้ง)จะประกอบไปด้วย ขนมเหนียวเคลือบงา ขนมเปี๊ยะโรยงา ขนมถั่วตัด ขนมข้าวพองทุบ ถ้า 5 ชนิด(โหงวเซ็กทึ้ง)ก็เพิ่มขนมโก๋อ่อนมาอีกอย่างเป็นครบ

ยกขบวนขันหมาก

ถึงวันงาน เจ้าบ่าวในชุดเสื้อคอจีนสีแดงหรือสีทอง ยกขบวนมาบ้านเจ้าสาวเพื่อมอบสินสอดและเครื่องขันหมากที่เตรียมมา ฝ่ายหญิงจะเก็บขนมแต่งงานไว้ครึ่งหนึ่งแล้วมอบให้ญาติ เพื่อบอกเป็นนัยๆว่า ฉันแต่งงานแล้วนะ ส่วนอีกครึ่งส่งคืนให้เจ้าบ่าว พร้อมส้มเช้งติดอักษร ซังฮี่ และต้องให้เอี๊ยมแดงเสียบปิ่นทองไปด้วย (เจ้าบ่าวจะคืนให้ในวันส่งตัว เพื่อให้เจ้าสาวปักผมก่อนออกจากบ้าน) จากนั้นรอฤกษ์เพื่อสวมแหวนหมั้น และเมื่อผู้ใหญ่ให้พรเสร็จ จึงค่อยเลี้ยงอาหารแขกเป็นอันเสร็จพิธี



 พิธีรับตัวเจ้าสาว วันนี้เจ้าสาวต้องแต่งองค์ทรงครื่องให้สวยที่สุดด้วยกี่เพ้าสีแดง หรือสีทอง แม่เจ้าสาวจะประดับปิ่นทองและใบทับทิมให้ เพราะเชื่อว่าใบทับทิมจะช่วยให้คนรักและเอ็นดู และหมายถึงสาวบริสุทธิ์ได้ด้วย จากนั้นถึงเวลาไหว้ฟ้าดิน เจ้าที่ และบรรพบุรุษ เสร็จแล้วเป็นการร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวเป็นมื้อสุดท้าย ซึ่งพ่อเจ้าสาวจะเป็นคนคีบอาหารมงคล 10 อย่างให้ลูกสาว พร้อมกล่าวความหมายของอาหารทั้ง 10 ให้ทราบ เมื่อฝ่ายชายมาถึง ต้องผ่านด่านการกั้นประตูเงินประตูทองที่ฝ่ายหญิงกั้นไว้เพื่อเรียกอั่งเปา ก่อนจะเข้าไปมอบช่อดอกไม้ให้เจ้าสาวที่นั่งคอยอยู่ ก่อนออกจากบ้านบ่าว-สาวต้องรับประทานขนมอี๊ (บัวลอยสีชมพู) ด้วยกัน บางบ้านอาจให้ทานอาหารมงคล 10 อย่างอีกครั้ง เสร็จแล้วจึงลาพ่อแม่ไปขึ้นรถแต่งงาน (เป็นรถที่มีเลข 4 ในทะเบียน ไม่ก็ต้องเป็นรถที่มีอะไรเกี่ยวกับเลข 4 อาจเป็น 4 ล้านก็ได้...น่าอิจฉา) พ่อเจ้าสาวจะเป็นคนจูงเจ้าสาวไปที่รถ และกล่าวอวยพรพร้อมพรมน้ำด้วยกิ่งทับทิม โดยให้ญาติผู้ชายของฝ่ายหญิง ซึ่งจะเป็นพี่ชายน้องชายหรือญาติก็ได้ เดินถือตะเกียงนำหน้า เพื่อเป็นเคล็ดว่าจะได้มีลูกชายสืบสกุล คนถือตะเกียงอาจนั่งรถนำหน้ารถของบ่าว-สาว หรือนั่งข้างหน้าในรถคันเดียวกันก็ได้
อาหารมงคล 10 ชนิดประกอบด้วย

1. วุ้นเส้น หรือเส้นหมี่ หรือบะหมี่ หมายความว่า ให้รักกันนาน ๆ อายุยืนยาว
2. เห็ดหอม หมายความว่า ให้ชีวิตคู่หอมหวาน
3. ผักกู้ช่าย หรือกุ้ยช่าย หมายความว่า ให้รักกันนาน ๆ หรือ ร่ำรวย
4. ผักเกาฮะไฉ่ หมายความว่า ให้รักใคร่ปรองดองกัน
5. หัวใจหมู หมายความว่า ให้รักกันเป็นใจเดียว
6. ไส้หมู-กระเพาะหมู หมายความว่า ให้ปรับตัวเข้าหากัน เพื่อให้มีความสุขและรักกันยืนยาว
7. ตับ หมายความว่า ให้มีความรุ่งเรืองและเจริญก้าวหน้า
8. ปลา หมายความว่า ให้ร่ำรวยเหลือกินเหลือใช้
9. ปู หมายความว่า ให้ทำอะไรได้คล่องแคล่วว่องไว ขยันทำมาหากินและงานสำเร็จลุล่วงเร็วไว
10. ไก่ หมายความว่า ให้มีความกล้าหาญ มีสติปัญญาและมีความเที่ยงตรง

 พิธียกน้ำชาคาราวะผู้ใหญ่ พิธีการนี้ คุณจั๊ว-เอกวัฒน์ อมรพงศ์พิสุทธิ์ ลำดับขั้นตอนให้ฟังว่า เมื่อเจ้าสาวถึงบ้านเจ้าบ่าว ต้องนำตะเกียงไปตั้งไว้ในห้องนอนและจุดไฟให้สว่างไว้ตลอดคืน จากนั้นบ่าว-สาวต้องไหว้ฟ้าดิน ไหว้เจ้าที่และบรรพบุรุษแบบเดียวกับที่ทำที่บ้านเจ้าสาว เมื่อเสร็จแล้วต้องมายกน้ำชาให้พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชายพร้อมกัน วิธีการยกน้ำชา เริ่มจากการจัดที่นั่งให้ผู้ใหญ่โดยให้คุณพ่อเจ้าบ่าวนั่งด้านซ้ายของคุณแม่ จากนั้นบ่าว-สาว คลานเข่ายกถาดชาที่มีถ้วยชา 2 ใบรินน้ำชาเตรียมไว้แล้วยกให้คุณพ่อคุณแม่ ท่านจะหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มกัน โดยจะจิบแค่นิดหน่อย ห้ามจิบหมดถ้วย เพราะถือว่าน้ำชาที่เหลือมอบเป็นทุนกลับไปให้บ่าว-สาว (แต่บ่าว-สาวไม่ต้องนำมาดื่ม ส่วนใหญ่นิยมเทกลับไปในกา) จากนั้นจึงยกย้ำชาให้ญาติผู้ใหญ่ท่านอื่นตามลำดับความอาวุโส แต่ทุกครั้งที่ยกน้ำชา ต้องรินชาใส่ถ้วย 2 ใบทุกครั้ง ไม่เว้นแม้แต่ผู้ใหญ่ที่คู่ชีวิตเสียไปแล้ว แต่แทนที่ผู้ใหญ่จะดื่มเองทั้ง 2 ถ้วย ก็ดื่มแค่ถ้วยเดียว ส่วนผู้ใหญ่ที่คู่ชีวิตยังมีชีวิตอยู่แต่มาไม่ได้ ก็ให้ดื่มทั้ง 2 ถ้วย เมื่อผู้ใหญ่ดื่มแล้วจะให้ศีลให้พร และมอบเงินทองให้คู่บ่าว-สาวโดยใส่ไว้ในถาด จากนั้นบ่าว-สาวรับประทานขนมอี๊ร่วมกันเป็นเสร็จพิธี ลักษณะของกาและถ้วยชาที่เหมาะในพิธียกน้ำชา ต้องเป็นถ้วยชาแบบจีน ไม่ควรใช้ถ้วยชาที่มีหู เพราะเป็นถ้วยชาแบบฝรั่ง และควรมีถาดในการยกน้ำชาด้วยทุกครั้ง ส่วนชาที่ใช้ในพิธีจะเป็นชาจีนหรือชาฝรั่งก็ไม่ผิดธรรมเนียมอย่างใด
 

 วันกลับบ้าน (วันตึงฉู่)  หลังแต่งงาน 3 วัน 7 วัน 15 วัน หรือแล้วแต่ฤกษ์ จะให้ญาติผู้ชายของฝ่ายเจ้าสาวจะมารับเธอและสามีของเธอกลับไปเยี่ยมบ้าน โดยเจ้าสาวต้องเตรียมส้ม 12 ผลติดมือกลับไปเยี่ยมบ้านด้วย เมื่อถึงบ้านต้องทำพิธียกน้ำชาให้พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงเป็นการคาราวะ และหลังจากนั้นจะเป็นการเลี้ยงฉลองเพื่อต้อนรับลูกเขยจากนั้นจึงนำส้มกลับไปไว้ที่หัวนอน  ห้ามใครรับประทานนอกจากคู่สามีภรรยา เพราะเชื่อว่าจะทำให้มีลูกหลานสืบสกุลเยอะ
 

 ที่มา  :  นิตยสาร WE ,  นิตยสาร Wedding Creation+Honeymoon  ,หนังสือ ตึ่งหนั่งเกี๊ย โดยคุณจิตรา  ก่อนันทเกียรติ

 




Ceremony Story

พิธีแต่งงานแบบไทย article
พิธีแต่งงานแบบคริสต์ article